สุดเศร้าในปีจอ

สุดเศร้าในปีจอ !3 ผู้แพ้ที่ล้มเหลวหนักที่สุดของปี 2018

สุดเศร้าในปีจอ ปี 2018 ถือเป็นปีที่เกิดเรื่องน่าสนใจในวงการฟุตบอลหลายเรื่อง อย่างเช่นการที่ ฝรั่งเศส ได้แชมป์ ฟุตบอลโลก 2018, เรอัล มาดริด ได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นฤดูกาลที่ 3 ติดต่อกัน, การที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้แชมป์ลีกในสภาพที่โกยไปถึง 100 คะแนน เป็นต้น

    แน่นอนว่ามันมีหลายคนที่ปี 2018 ถือเป็นปีแห่งความสุขของพวกเขา อย่างเช่น ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ เทรนเนอร์ทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลก, ลูก้า โมดริช มิดฟิลด์ชาวโครเอเชียที่แหกด่าน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ จนกวาดรางวัลส่วนตัวไปมากมายก่ายกอง, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกคนเก่งของ ลิเวอร์พูล ที่ยิงประตูแบบถล่มทลาย แต่ในทางกลับกัน มันก็มีหลายคนที่ปี 2018 ถือเป็นปีแห่งความล้มเหลวของพวกเขาเหมือนกัน ซึ่งวันนี้เราจะมานำเสนอ 3 “ผู้แพ้” ที่ล้มเหลวหนักที่สุดของวงการฟุตบอลในปีก่อนให้ได้ชมกัน

    – ฟลอเรนติโน่ เปเรซ
    เดิมที เปเรซ ไม่มีทางที่จะเข้าข่ายนี้ได้เลย เพราะการที่ทีมของเขาได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2017-18 ไปครอง ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ และที่จริงเขาก็ควรจะได้รับคำชมจากการที่บริหารทีมในฐานะประธานได้ดี

อย่างไรก็ตาม เปเรซ ต้องเจอเรื่องเครียดหลังจากที่ทั้ง ซีเนดีน ซีดาน เทรนเนอร์ชาวฝรั่งเศส และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงคนดัง ตัดสินใจหันหลังให้ทีมแบบช็อกโลกหลังจบซีซั่นก่อน รายของ ซีดาน อาจจะพอน่าเห็นใจแทน เปเรซ ได้ เพราะเชื่อกันว่าตำนานเพลย์เมกเกอร์เลือดน้ำหอมอยากหาความท้าทายใหม่ๆ แต่ประเด็นของ โรนัลโด้ ถือว่าเป็นความผิดของ เปเรซ แบบเต็มตัว เพราะดาวเตะชาวโปรตุกีสออกมาบอกเองว่าไม่พอใจท่าทีของ เปเรซ มากๆ ที่ไม่ให้ความสำคัญกับตนมากเหมือนแต่ก่อน

  ความผิดพลาดของ เปเรซ ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะทั้งที่เสียดาวเตะซึ่งยิงประตูให้ทีมแบบเป็นกอบเป็นกำทุกฤดูกาลไป แต่เขากลับไม่ทุ่มเงินคว้าใครที่พอจะทดแทน โรนัลโด้ ได้สักนิด เข้ามาร่วมทีมเลย เขามั่นใจขุมกำลังแนวรุกที่เหลืออยู่มากเกินไป จนสุดท้ายกลายเป็นผลร้ายกับทีม

สุดเศร้าในปีจอ

 

    ยิ่งไปกว่านั้น เปเรซ ยังตัดสินใจดึง ติโบต์ กูร์กตัวส์ นายทวารชาวบลเยียมมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 35 ล้านยูโร (ประมาณ 1,400 ล้านบาท) ด้วย ทั้งที่จริงๆ ก็มีมือกาวชั้นดีอย่าง เกย์ลอร์ นาบาส อยู่แล้ว นี่เป็นการซื้อที่ไม่จำเป็นเลย และเขาควรจะเอาเงินส่วนนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งสำหรับการซื้อแนวรุกเก่งๆ มากกว่า

เรอัล อาจจะได้แชมป์ศึกชิงแชมป์สโมสรโลกในช่วงท้ายปี 2018 แต่มันก็ไม่ใช่รายการที่พอจะเอามาอวดอ้างได้มากเท่าไหร่นัก การบริหารทีมที่ผิดพลาดแบบนี้ จึงทำให้สุดท้ายแล้ว เปเรซ เข้าข่ายหนึ่งใน “ผู้แพ้” ที่ล้มเหลวหนักที่สุดของปีก่อน โดยขนาดแฟนบอล เรอัล ส่วนใหญ่ ยังมองว่า เปเรซ บริหารทีมผิดพลาดอย่างร้ายแรงเลย

    – จูเลน โลเปเตกี
    โลเปเตกี เคยเป็นขวัญใจของแฟนบอลสเปนทั่วทั้งประเทศ หลังจากที่เขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมกับทีมชาติสเปนด้วยการไม่แพ้ใครเลยถึง 20 เกม แบ่งเป็นการชนะ 14 เกม และเสมอ 6 นัด ซึ่งจากผลงานอันโดดเด่นนี้ ทำให้หลายคนเชื่อว่า โลเปเตกี จะทำให้ สเปน กลับมาเป็น “กระทิงดุ” ที่หลายคนต้องเกรงขามอีกครั้งในการลงเล่นศึก ฟุตบอลโลก 2018

    อย่างไรก็ตาม แรงยั่วยวนจากข้อเสนอของการได้เป็นกุนซือ เรอัล มาดริด มันทำให้ โลเปเตกี ทำเรื่องที่หักหาญน้ำใจสหพันธ์ฟุตบอลสเปน (อาร์เอฟอีเอฟ) ด้วยการตอบตกลงรับงานกับ “ราชันชุดขาว” ตั้งแต่ก่อนที่ทัวร์นาเมนต์ ฟุตบอลโลก 2018 จะเริ่มขึ้น ทั้งที่เขายังมีสัญญากับ อาร์เอฟอีเอฟ จนถึงปี 2020 แท้ๆ

ป็นที่เชื่อกันว่า โลเปเตกี ไม่ได้แจ้งเรื่องนี้กับทาง อาร์เอฟอีเอฟ ก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ แน่นอนว่านั่นทำให้ อาร์เอฟอีเอฟ โมโหมากๆ และตัดสินใจปลดเขาออกจากตำแหน่งก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ ขณะที่แฟนบอลทีมชาติสเปนแทบทุกคนก็รุมด่า โลเปเตกี อย่างหนัก มีเพียงกองเชียร์บางส่วนที่เข้าข้างเขา ซึ่งในกลุ่มนั้นส่วนใหญ่แล้วก็เป็นสาวก เรอัล เอง

    โลเปเตกี หมายมั่นว่าจะตอกกลับคำด่านั้นด้วยการทำผลงานให้ดีกับ เรอัล เขาเชื่อมั่นว่าตัวเองมีฝีมือดีพอที่จะทำให้ทีมเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะต้องแบกรับความกดดันจากการที่ต้องรับงานต่อจาก ซีดาน ก็ตาม

 

 ถึงกระนั้น ความเป็นจริงมันก็ไม่สวยหรูเหมือนความฝัน โลเปเตกี ทำผลงานได้เลวร้ายสุดๆ กับ เรอัล โดยตลอด 14 เกมที่อยู่ในตำแหน่ง เขาพาทีมชนะ 6 เกม เสมอ 2 นัด และแพ้อีก 6 เกม ทำให้สุดท้ายแล้วเขาก็โดนปลดออกจากตำแหน่งเมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

    จากวีรบุรุษที่หลายคนคาดหวัง กลายเป็นที่เกลียดชังของคนทั้งประเทศ เขาอุตส่าห์ยอมเป็นศัตรูกับหลายคนในชาติเพื่อที่จะได้คุม เรอัล แต่กลับกลายเป็นว่าเขาก็ล้มเหลวกับ เรอัล จนโดนแฟนบอลของ “ราชันชุดขาว” ขับไล่อีก ด้วยเหตุนี้ โลเปเตกี จึงเข้าข่าย “ผู้แพ้” ที่ล้มเหลวอย่างหนักแบบไร้ข้อโต้แย้ง

    – โชเซ่ มูรินโญ่
    ฤดูกาล 2016-17 ช่างเป็นซีซั่นที่สวยหรูของ มูรินโญ่ เขาพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทั้งแชมป์ อีเอฟแอล คัพ และ ยูโรปา ลีก ตั้งแต่ซีซั่นแรกกับทีม ซึ่งหลายคนก็เชื่อมั่นว่าในซีซั่น 2017-18 เขาจะพาทีมทำผลงานได้ดีขึ้น

    น่าเสียดายที่มันไม่เป็นอย่างนั้น ถึงแม้ฤดูกาลก่อน แมนฯ ยูไนเต็ด จะจบซีซั่นด้วยการเป็นอันดับ 2 ของลีก แต่พวกเขาก็แพ้ แมนฯ ซิตี้ ถึง 19 คะแนน แถมทัพ “ปีศาจแดง” ยังแพ้ เชลซี ในรอบชิงชนะเลิศของศึก เอฟเอ คัพ รวมถึงตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยน้ำมือของ เซบีย่า ด้วย

แค่นั้นก็ถือว่าน่าเจ็บปวดสำหรับ มูรินโญ่ มากพอแล้ว และพอถึงช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 2018-19 เขาก็ต้องชอกช้ำหนักกว่าเดิม หลังจากที่ไม่สามารถหาข้อตกลงเรื่องการเสริมทัพกับบอร์ดบริหารได้ เพราะเขาต้องการเซนเตอร์แบ็กเก่งๆ แต่คนใหญ่คนโตของทีมไม่อนุมัติ จนสุดท้ายแข้งชื่อดังที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา มีเพียงแค่ เฟร็ด กองกลางชาวบราซิเลียนเท่านั้น

    นอกจากนี้ มูรินโญ่ ยังผิดใจกับลูกทีมหลายคนด้วย แถมเขายังพาทีมทำผลงานได้ย่ำแย่สุดขีดอีกต่างหาก จนสุดท้ายคนระดับ “เดอะ สเปเชียล วัน” ก็ต้องโดนปลดออกจากตำแหน่ง เมื่อวันอังคารที่ 18 ธันวาคม ที่ผ่านมา

แผลของ มูรินโญ่ สาหัสมากยิ่งขึ้น เมื่อบรรดาอดีตลูกทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ของเขา กลับเล่นได้ดีชนิดต่างกับในยุคของตัวเองแบบหน้ามือเป็นหลังมือ นับตั้งแต่ที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราว เมื่อวันพุธที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมา ฟอร์มอันโดดเด่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในตอนนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความล้มเหลวของ มูรินโญ่ ในฤดูกาลนี้ได้ดีกว่าคำพูดทุกคำพูด

    ปี 2018 เขาไม่มีแชมป์ใดๆ ติดมือเลย ก่อนที่สุดท้ายจะต้องตกงาน และอดีตลูกทีมยังเล่นได้ดีกว่าในยุคของตัวเองอีก ทั้งหมดนี้ทำให้ มูรินโญ่ ต้องกลายเป็นหนึ่งใน “ผู้แพ้” ที่ล้มเหลวที่สุดของปี 2018 ไปโดยปริยาย

ขอขอบคุณ www.siamsport.co.th